คาร์บอนเครดิตในไทย: ตลาด กติกา และอาชีพ
อัปเดตสิงหาคม 2569 · อ่านประมาณ 6 นาที
ตลาดคาร์บอนของไทยตอนนี้เป็นแบบไหน
ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยในปี 2569 ยังเป็นตลาดสมัครใจ (voluntary market) — ธุรกิจไม่ถูกกฎหมายบังคับให้ซื้อหรือหักล้างคาร์บอนเครดิต แต่แรงกดดันจากเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทแม่ในต่างประเทศ การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนตามมาตรฐานสากล และคู่ค้าที่ต้องการซัพพลายเชนที่ยั่งยืน ทำให้ความต้องการเครดิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยหลายรายเริ่มมองคาร์บอนเครดิตเป็นทั้ง "เครื่องมือชดเชย" และ "รายได้ใหม่" จากโครงการลดก๊าซเรือนกระจก
ในเวที "2026 Thailand's Voluntary Carbon Market Outlook" (ส.ค. 2569) ที่มีผู้เล่นหลักอย่าง BAFS เข้าร่วม สะท้อนว่าโครงสร้างตลาดกำลังพัฒนาทั้งด้านมาตรฐาน การตรวจรับรอง และกลไกราคา เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดโลก — นั่นแปลว่าตลาดต้องการบุคลากรที่มีความรู้จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ
กติกาที่ต้องรู้: T-VER, Premium T-VER และ พ.ร.บ. สภาพภูมิอากาศ
T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction): กลไกคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทย ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. / TGO) — โครงการที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. จะได้เครดิต T-VER สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซภายในประเทศ
Premium T-VER: เครดิตมาตรฐานสูงที่ อบก. พัฒนาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเป้าหมาย NDC ของไทย ตามข้อตกลงปารีส — เป็นที่ยอมรับของทั้งผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น
ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: อยู่ระหว่างการผลักดันสู่การบังคับใช้ โดยคาดว่าจะนำระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (Emissions Trading System — ETS) มาใช้กับภาคที่กำหนด — หากผ่าน จะเปลี่ยนตลาดจากสมัครใจเป็นภาคบังคับ และสร้างงานสายคาร์บอนเพิ่มอีกมาก
มาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง: การพัฒนาโครงการมักอ้างอิงแนวทางของ CDM (UNFCCC), Verra (VCS) และ Gold Standard เพื่อขายเครดิตสู่ตลาดโลก ขณะที่การนับคาร์บอนใช้ GHG Protocol และ ISO 14064
อาชีพสายคาร์บอนในไทย
- Carbon Project Developer / Officer — พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก (พลังงานทดแทน ป่าไม้ ขยะ ชีวมวล) ตั้งแต่ศึกษาความเป็นไปได้จนขึ้นทะเบียนกับ อบก. หรือมาตรฐานสากล
- MRV Specialist — ดูแลระบบ Monitoring, Reporting, Verification ของโครงการให้ข้อมูลถูกต้องตรวจสอบได้
- Carbon Verifier / Lead Auditor (ISO 14064) — ตรวจสอบการนับคาร์บอนและเครดิตขององค์กร/โครงการ (งานนี้ขยายตัวตามความต้องการตรวจรับรอง)
- Carbon / Climate Consultant — ให้คำปรึกษาองค์กรเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ กลยุทธ์ Net Zero และการซื้อ/ขายเครดิต
- Carbon Trader / Market Analyst — วิเคราะห์ราคาและซื้อขายเครดิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- Sustainability Data Analyst — จัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซ (Scope 1-3) เพื่อรายงานตาม IFRS S2/CDP และใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อเครดิต
ช่วงเงินเดือนอ้างอิงใกล้เคียงกับสาย ESG ทั่วไป: ระดับ Officer/Analyst 25,000–60,000 บาท/เดือน, ระดับ Specialist/Senior 50,000–90,000 บาท/เดือน, ระดับ Manager 80,000–130,000 บาท/เดือน โดยตำแหน่งที่ต้องมีใบรับรองผู้ตรวจประเมิน (เช่น ISO 14064 Lead Auditor) มักได้ค่าตอบแทนสูงกว่าปกติ
ทักษะและใบรับรองที่เกี่ยวข้อง
- การนับคาร์บอน: GHG Protocol (Scope 1, 2, 3) และหลักเกณฑ์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของ อบก. (CFO/CFP)
- มาตรฐานเครดิต: ระเบียบ T-VER / Premium T-VER ของ อบก. และพื้นฐาน Verra (VCS) / Gold Standard / CDM
- ใบรับรองที่ตลาดยอมรับ: ISO 14064 Lead Auditor, TGO Certified Trainer/Assessor, GARP SCR และ GRI Certified (สำหรับงานรายงาน)
- ทักษะอื่น ๆ: ภาษาอังกฤษ, การวิเคราะห์ข้อมูล (Excel/SQL), ความรู้การเงินโครงการ (project finance) สำหรับประเมินความคุ้มค่าของโครงการคาร์บอน
ติดตามตำแหน่งงานสายคาร์บอนและ ESG ที่เปิดรับอยู่ได้ที่ thaiesgjob.com — เราเพิ่มงานใหม่ทุกสัปดาห์
English summary: Thailand's carbon credit market is still voluntary in 2026 — businesses are not legally required to buy or retire credits — but demand is growing fast as multinational parents, international buyers and Net Zero targets push Thai firms to act. The market runs on T-VER and the higher-standard Premium T-VER, both issued by Thailand's GHG Management Organization (TGO/อบก.), with a draft Climate Change Act expected to introduce a mandatory emissions trading system (ETS) for designated sectors. This creates career paths as carbon project developers, MRV specialists, ISO 14064 verifiers/lead auditors, carbon consultants, traders/analysts, and sustainability data analysts — typical salaries align with general ESG ranges (analyst 25-60k, specialist 50-90k, manager 80-130k THB/month), with verified-auditor roles paying a premium. Key knowledge areas: GHG Protocol, T-VER/Premium T-VER rules, Verra/Gold Standard basics, and ISO 14064 / TGO carbon accounting.
T-VER ทำงานอย่างไร ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนโครงการจนได้เครดิต
โครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตในไทยต้องผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่ใช่การคำนวณเองแล้วนำไปขาย โครงการส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายเดือนจึงจะได้เครดิตออกมา ผู้ที่ทำงานสายนี้จึงต้องเข้าใจว่าขั้นตอนใดใช้เวลาและเอกสารอะไรบ้าง
- เลือกประเภทโครงการ: โครงการที่เข้าร่วมมีตั้งแต่พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงโครงการด้านป่าไม้และเกษตรกรรม แต่ละประเภทมีวิธีคำนวณและข้อกำหนดที่ต่างกัน
- จัดทำเอกสารโครงการ: ระบุขอบเขตกิจกรรม วาดเส้นฐานว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่มีโครงการนี้ และแสดงวิธีการคำนวณปริมาณการลดการปล่อยที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่ดูแล: ยื่นเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนโครงการในระบบขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อ อบก. เมื่อผ่านแล้วโครงการจึงเริ่มนับการติดตามผลได้
- ติดตามและจัดทำรายงาน: เก็บข้อมูลการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และจัดทำรายงานการติดตามเป็นรอบตามระยะเวลาที่กำหนด
- การทวนสอบ: ผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนไว้จะมาตรวจข้อมูลหน้างานและเอกสาร แล้วออกความเห็นว่าปริมาณการลดการปล่อยตรงตามหลักเกณฑ์หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาและเป็นจุดที่เอกสารไม่ครบมักถูกส่งกลับ
- การออกเครดิต: เมื่อผ่านการทวนสอบ เครดิตจะถูกบันทึกในทะเบียนและสามารถถือไว้ใช้ หรือซื้อขายต่อไปได้
ส่วน Premium T-VER คือกลุ่มโครงการที่แสดงผลประโยชน์เพิ่มเติมนอกเหนือจากการลดคาร์บอน เช่น ผลต่อชุมชน ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการพัฒนาในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เครดิตเป็นที่สนใจขององค์กรที่ต้องการสื่อสารผลลัพธ์ทางสังคมด้วย
จุดที่คนทำงานจริงต้องระวัง
- เอกสารเส้นฐานต้องชัดเรื่องสมมติฐาน เพราะผู้ทวนสอบจะถามถึงที่มาของทุกค่าที่ใช้
- ข้อมูลหน้างานต้องเก็บตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ใช่ย้อนหลัง เพราะการเก็บย้อนหลังมักมีช่องว่างที่อธิบายไม่ได้
- ผู้ทวนสอบต้องไม่มีส่วนได้เสียกับเจ้าของโครงการ และระยะเวลาของโครงการควรยาวพอที่ค่าเฉลี่ยผลการลดการปล่อยจะอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
มาตรฐานระหว่างประเทศที่องค์กรไทยใช้ (VCS, Gold Standard)
เมื่อลูกค้าหรือสำนักงานใหญ่ต่างประเทศต้องการเครดิตที่ยอมรับในระดับสากล องค์กรมักเลือกใช้มาตรฐานระหว่างประเทศแทนหรือใช้คู่กับ T-VER เนื่องจากทะเบียนและเอกสารต้องตอบข้อซักถามจากผู้ซื้อในตลาดโลกได้
- ความต่างเรื่องทะเบียน: โครงการในมาตรฐานสากลจะมีหมายเลขทะเบียนที่ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วยตนเอง จึงต้องให้ความสำคัญกับการบำรุงข้อมูลในระบบให้ทันสมัย
- ความต่างเรื่องผลประโยชน์เสริม: มาตรฐานที่มีข้อกำหนดด้านชุมชนจะเน้นการมีส่วนร่วมและการตกลงกับชุมชนตั้งแต่เริ่มโครงการ ซึ่งต้องใช้ทักษะเจรจาและบันทึกหลักฐานมากกว่าการคำนวณคาร์บอนอย่างเดียว
- ความต่างเรื่องวิธีคำนวณ: แต่ละมาตรฐานมีวิธีกำหนดเส้นฐานและค่าเผื่อการรั่วไหลของกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน คนทำงานต้องอ่านระเบียบวิธีที่เลือกใช้จริง ไม่ใช่ใช้ความเข้าใจจากโครงการเดิม
- เรื่องที่ห้ามพลาด: เครดิตหนึ่งหน่วยต้องไม่ถูกใช้ซ้ำที่สองแห่ง ไม่ว่าจะขายหรืออ้างสรรพสิทธิ์ในรายงาน ต้องมีหลักฐานการยกเลิกเครดิตเก็บไว้เสมอ
ISO 14064 กับงานคาร์บอนในองค์กร
หลายคนสับสนระหว่างมาตรฐานที่ใช้กับ "โครงการ" และมาตรฐานที่ใช้กับ "องค์กร" ซึ่งในประกาศงานระบุเพียงชื่อมาตรฐานโดยไม่แจกแจง ความแตกต่างนี้สำคัญเพราะกำหนดว่าหน้าที่จริงจะเป็นงานคำนวณหรือเป็นงานตรวจประเมิน
ISO 14064-1: บัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร
ใช้จัดทำบัญชีทั้งองค์กร โดยเริ่มจากกำหนดขอบเขตขององค์กรว่าโรงงานหรือบริษัทย่อยใดรวมอยู่ข้าง แล้วแยกข้อมูลตามหมวดการปล่อยทางตรงและทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการรายงานของหลายมาตรฐานในเวลาเดียวกัน
ISO 14064-2 และ -3: โครงการ และการทวนสอบ
ส่วนที่สองใช้กับโครงการลดการปล่อยหรือเพิ่มการดูดกลับ และส่วนที่สามเป็นหลักเกณฑ์ของการทวนสอบหรือตรวจสอบความถูกต้องของทั้งบัญชีองค์กรและโครงการ อาชีพสายทวนสอบจึงเป็นเส้นทางที่ต้องอาศัยประสบการณ์คำนวณมาก่อน และต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เชื่อมกับเกณฑ์ของ อบก. และ GHG Protocol
- การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรของไทยใช้แบบรายงานที่อิงแนวทางสากล จึงมักทำครั้งเดียวแล้วรายงานได้หลายปลายทาง
- การคำนวณด้วยแนวทาง GHG Protocol จะต้องแยก Scope 1 และ Scope 2 ให้ชัด เพราะ Scope 2 ขึ้นกับวิธีคิดค่าไฟฟ้าที่เลือกใช้ และต้องแจ้งวิธีที่เลือกไว้ในรายงาน
- ถ้าองค์กรถูกกำหนดให้ทวนสอบภายนอก ควรจัดทำเอกสารประกอบตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล เพื่อลดเวลาของผู้ทวนสอบและลดค่าตรวจสอบซ้ำ
การชดเชยคาร์บอนกับเป้าหมาย Net Zero
การซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยปริมาณที่ปล่อยออกไป เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงแต่ต้องวางลำดับให้ถูก หลักการที่ผู้ทวนสอบและผู้ลงทุนยอมรับคือลดการปล่อยในกิจกรรมของตนเองก่อน แล้วใช้การชดเชยกับส่วนที่ลดไม่ได้จริง ๆ พร้อมเปิดเผยสัดส่วนที่ใช้ชดเชยอย่างชัดเจน
สิ่งที่ทำให้หลายองค์กรถูกวิจารณ์ว่าเป็น Greenwashing คือการประกาศว่าเป็นกลางทางคาร์บอนโดยใช้เครดิตชดเชยเป็นหลัก ทั้งที่ปริมาณการปล่อยจริงยังเพิ่มขึ้น เมื่อถูกถามถึงรายละเอียดที่มาของเครดิตก็มักตอบไม่ได้ คนทำงานสายนี้จึงต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมทั้งปริมาณการปล่อย จำนวนเครดิต และทะเบียนที่ใช้ยกเลิกเครดิต
อาชีพสายคาร์บอน: ระดับงานและช่วงค่าตอบแทน
งานสายคาร์บอนมีทั้งฝั่งที่ทำในองค์กร ฝั่งที่ปรึกษา และฝั่งที่ทำในหน่วยทวนสอบ ระดับงานและค่าตอบแทนอ้างอิงจากประกาศงานในตลาดไทยมีดังนี้
- Carbon / Climate Analyst (0-3 ปี): ประมาณ 25,000 - 60,000 บาทต่อเดือน งานหลักคือเก็บข้อมูลและคำนวณ
- Senior Analyst, Project Officer, Specialist: ประมาณ 50,000 - 90,000 บาทต่อเดือน เริ่มดูแลโครงการและพัฒนาเอกสารขึ้นทะเบียนเอง
- Carbon Manager / ผู้จัดการด้านการทวนสอบ: ประมาณ 80,000 - 130,000 บาทต่อเดือน ดูแลพอร์ตโครงการและประสานหน่วยทวนสอบ
- Head of Climate / Carbon Lead: เริ่มตั้งแต่ประมาณ 120,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ขึ้นกับขนาดพอร์ตและผลตอบแทนที่ผูกกับผลงาน
เช็กลิสต์เตรียมตัวสมัครงานสายคาร์บอน
- อธิบายได้ว่าการแยก Scope 1, 2 และ 3 ต่างกันตรงไหน และจะเริ่มเก็บข้อมูลจากจุดใดก่อน
- ยกตัวอย่างการคำนวณหนึ่งงานที่เคยทำ พร้อมบอกว่าค่าใดใช้ที่มาใด
- อ่านหลักเกณฑ์ของ อบก. และระเบียบวิธีของมาตรฐานที่บริษัทเป้าหมายใช้อย่างน้อยหนึ่งฉบับ
- สร้างแผนที่ความเข้าใจจากคำในประกาศงาน เช่น ถ้าเขียนว่า verification ให้เตรียมเรื่องการทวนสอบ ถ้าเขียนว่า registry ให้เตรียมเรื่องทะเบียนและเอกสาร
- ฝึกใช้เครื่องมือจัดการข้อมูลพื้นฐาน เพราะงานส่วนใหญ่คือการตรวจสอบตารางขนาดใหญ่ร่วมกับผู้ร่วมงานหลายคน
คำถามที่พบบ่อย
คาร์บอนเครดิตกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่างกันอย่างไร
คาร์บอนฟุตพริ้นท์คือการวัดว่าองค์กรหรือสินค้าปล่อยเท่าใด ส่วนคาร์บอนเครดิตคือหน่วยที่ได้จากการลดหรือกักเก็บที่ผ่านการรับรองแล้วนำมาใช้ชดเชย งานส่วนใหญ่มักเริ่มจากการวัดก่อน เพราะถ้าวัดไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าต้องชดเชยเท่าใด
ต้องเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมจึงจะทำงานสายนี้ได้ไหม
ไม่เสมอ สายที่ปรึกษาและสายข้อมูลรับคนจากสาขาอื่นด้วย เช่น บัญชี เศรษฐศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล แต่ต้องยอมลงพื้นที่เก็บข้อมูลหน้างานและเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์เบื้องต้น
โครงการขนาดเล็กเช่นฟาร์มหรือชุมชนเข้าโครงการได้หรือไม่
ได้ แต่ต้นทุนการจัดทำเอกสารและการทวนสอบต่อโครงการจะสูงเมื่อเทียบกับปริมาณเครดิต จึงมักใช้วิธีรวมหลายแปลงหรือหลายชุมชนเข้าด้วยกันเป็นโครงการเดียว ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยคนประสานงานกลางอย่างมาก
มุมมองข้างหน้า
การเติบโตของงานสายนี้จะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยที่ไปด้วยกัน ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากลูกค้าและนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลคาร์บอนที่ตรวจสอบได้ อีกด้านคือการออกแบบกติกาภายในประเทศที่จะกำหนดว่ากิจกรรมใดต้องเข้าร่วมระบบและเครดิตใดใช้ชดเชยได้
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม ทักษะที่ตลาดต้องการมากที่สุดไม่ใช่การจำตัวเลข แต่เป็นความสามารถในการสร้างระบบเก็บข้อมูลที่ทนการตรวจสอบ และการอธิบายข้อจำกัดของข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เมื่อทำสองอย่างนี้ได้ จะสามารถทำงานได้ทั้งในทีมคาร์บอนขององค์กร หน่วยทวนสอบ และที่ปรึกษา
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ESG Reporting ในไทย และ EUDR กับผู้ส่งออกไทย หรือดูตำแหน่งงานคาร์บอนที่เปิดรับได้ที่ หน้าแรกของเว็บไซต์